ขอให้สำลักความสุข ...ขอให้ทุกข์กระเด็น ...ขอให้เห็นรอยยิ้ม ...ขอให้อิ่มความรัก...ขอให้หนักเงินทอง ...ขอให้มองฟ้าสวย ...ขอให้รวยความฝัน ...ขอให้มั่นความดี ...ขอให้มีแรงใจ ...ขอให้สดใส สบายกายสบายใจ

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไดชาร์จ (Alternator)


ไดชาร์จ (Alternator)
 
ผู้ใช้รถส่วนใหญ่มักคิดว่า ระบบไฟฟ้าภายในรถยนต์ทั้งหมดใช้ไฟจากแบตเตอรี่
ไม่ว่า จะติดเครื่องยนต์ หรือไม่ได้ติดเครื่องยนต์ แล้วไดชาร์จมีหน้าที่
ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น ซึ่งความเข้าใจแบบนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด
 ที่ถูกต้องคือ เราจะใช้ไฟจากแบตเตอรี่ในช่วงของการสตาร์ทเครื่องยนต์  
 เมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้ว อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในรถยนต์ทั้งหมด
จะใช้ไฟจากไดชาร์จ ไดชาร์จไม่ได้มีหน้าที่ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่โดยตรง
 แต่ที่ไดชาร์จสามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้เพราะว่า แรงดันไฟที่ไดชาร์จ
ผลิตออกมาได้นั้นมีค่าสูงกว่าแรงดันไฟที่แบตเตอรี่มี จึงทำให้เกิดการไหล
ของกระแสไฟศักย์สูง ( 14.2-14.6 โวลท์เตจ )  ไปยังกระแสไฟศักย์ต่ำ 
 ( แบตเตอรี่  12.6 โวลท์เตจ  )  แต่ทั้งนี้ไม่หมายรวมถึงรถยนต์ที่ติดเครื่องเสียง
 มากเกินไป  หรือ ในรถที่มีปัญหาไดชาร์จผิดปกติ เช่น อันเดอร์ชาร์จ
  และสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดแบบนั้นก็เพราะว่า
เราคนไทยเรียกมันว่า "ไดชาร์จ" ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อของไดชาร์จคือ
 "อัลเทอร์เนเตอร์" ซึ่งแปลว่า เครื่องปั่นไฟ โดยปกติที่รอบเดินเบาของ
เครื่องยนต์แรงดันไดชาร์จขณะเปิดโหลดจะอยู่ที่ 13.9 V – 14.4 V  
เพราะฉะนั้นในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด
ในรถยนต์จะใช้ไฟ จากไดชาร์จ (อัลเทอร์เนเตอร์)
 เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์อย่างที่เคยเข้าใจกันมา
 สังเกตได้จากรถยนต์ เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วสามารถถอดแบตเตอรี่ออกได้

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไดชาร์จไม่เสีย แต่ เสื่อม

ไดชาร์จไม่เสีย แต่ เสื่อม
เมื่อเราใช้รถยนต์ไปได้ระยะหนึ่ง ไดชาร์จของรถจะค่อยๆมีปัญหา ทั้งจากอายุการใช้งาน
 ความร้อนของเครื่องยนต์ และจากฝุ่นละอองและน้ำที่เข้าไปในไดชาร์จ
 ทำให้ไดชาร์จก็มีโอกาสเสื่อมได้
ภาพของไดชาร์จ (Alternator)

ไม่เสีย แต่เสื่อม โดยปล่อยกระแสไฟออกมาไม่เป็นตามที่กำหนด มีวิธีทดสอบแบบง่ายๆ ดังนี้
หาโวลท์มิเตอร์ชนิดตัวเลขมาต่อเข้ากับระบบไฟ ( อาจเป็นแบบที่เสียบกับที่จุดบุหรี่ หรือ หนีบกับขั้วบวกและ ลบ ของแบตเตอรี่ )  สตาร์ทรถยนต์ เดินเครื่องในรอบเดินเบา  ให้ดูที่โวลท์มิเตอร์ ว่าตัวเลขได้เท่าไหร่ 
ไดชาร์จปกติควรปั่นไฟออกมากี่โวลท์ ?
**************
(ต้อง ไม่ต่ำกว่า 13.5 โวลท์ ซึ่งจริงๆ ควรได้ถึง 13.8 -14.6 โวลท์)
จากนั้นให้เปิดใช้อุปกรณ์ใช้ไฟฟ้าในรถทีละอย่างจนครบทุกอย่าง เช่น เปิดแอร์ เปิดวิทยุ เปิดไฟหน้า เปิดที่ปัดน้ำฝน ไล่ฝ้า เป็นต้น เรียกว่า มีไฟฟ้าอะไร ก็เปิดให้หมด แล้วสังเกตุตัวเลขที่โวล์ทมิเตอร์ จะค่อยๆลดลง แต่อย่างไรก็ตามจะต้องไม่ต่ำกว่า
12.8 โวลท์ ถ้าต่ำกว่าแสดงว่าไดชาร์จไม่ชาร์จกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอริ่ และถ้าต่ำกว่า12 โวลท์ถือว่าขณะนั้นระบบไฟฟ้าในรถดึงกระแสไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้งานให้ทำการตรวจสอบไดชาร์จ 
แสดงว่า ไดชาร์จเสื่อมถอยแล้ว ต้องซ่อม หรือเปลี่ยน

               จากนั้นทดลองเร่งเครื่องยนต์ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2000 - 2500 รอบ ตัวเลขโวลท์มิเตอร์ จะต้องขึ้น ประมาณ13.8-14.7 โวลท์ 
อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อยแต่ต้องไม่เกิน 15 โวลท์ถ้ามากกว่า 15 โวลท์ 
อาจมีสาเหตุมาจากเรกกูเตอร์ (วงจรควบคุมแรงดันของไดชาร์จ) อาจมีปัญหา
 ผลเสียคือแบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วเพราะถูกชาร์จด้วย 
 แรงดันที่สูงเกินกำหนด  การที่ไดชาร์จเสื่อมถอย อาจเกิดการ โอเวอร์ชาร์จ 
 เป็นสาเหตุทำให้ แบตเตอรี่ร้อน เสื่อมอายุเร็วขึ้น หรือ การอันเดอร์ชาร์จ 
ประจุไฟเข้าไม่พอ โดยเฉพาะการใช้งานในเวลากลางคืน 
นอกจากประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ไม่พอ ยังอาจจะดึงไฟจากแบตเตอรี่ออกมา
ช่วยใช้งานด้วยซ้ำไป  จึงทำให้เกิดซัลเฟตจับตามแผ่นธาตุ แบตเตอรี่จึงเสื่อมสภาพเร็วหรือว่า ไฟแบตเตอรี่อ่อนจนกระทั่ง ไม่สามารถสตาร์ทรถได้
หลายคนยังไม่รู้ว่า ไดชาร์จ จ่ายไฟได้มากถึง 14 โวลท์เห็นว่าแบต 12 โวลท์ 
ก็เลยเข้าใจว่าแรงดันไดชาร์จเกิน กว่าที่แบตเตอรี่รับได้ก็เลย 
ทำให้น้ำกรดเดือด
รถคันไหนไดชาร์จเกิน 14 ประมาณ 14.1 ,14.2
 โวลท์ จะใช้แบตเตอรี่ทนนานหลายปี
ส่วนใหญ่เจอ 13.5-13.8 โวลท์  แบตเตอรี่อยู่ได้ 2 ปี กว่าก็เสื่อมหรือเสีย
แล้ว